รู้จักสมาคมประสาทวิทยา

คนในยุคปัจจุบันต้องทนกับการทำงานหนัก หลายคนเรียนจบมาก็ต้องทำงานตลอดชีวิตเลย เนื่องจากปัจจัยหลักที่จะช่วยให้เราอยู่รอดในสังคมได้นั้นก็คือเงิน ซึ่งคนที่ไม่มีเงินก็ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่หากเราทำงานตลอดเวลา ก็ใช่ว่าเราจะมีชีวิตที่มีความสุขเช่นกัน หลายคนจึงไม่มีทางเลือกในการใช้ชีวิต ทำให้มีภาวะความทุกข์ ภาวะโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น หลายคนมีอาการของโรคประสาท เพราะทำงานอย่างหนักจนร่างกายไม่ไหว เจอกับภาวะความเครียดมากมาย สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดสมาคมประสาทวิทยา เป็นสมาคมที่อยากเข้ามาช่วยเหลือคนในยุคนี้ให้พ้นจากความทุกข์และอาการทางประสาทที่มาจากภาวะความเครียดอย่างหนัก

สมาคมประสาทวิทยาเป็นผู้ที่เดินหน้าในเรื่องของการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อรักษาเกี่ยวกับโรคทางประสาทวิทยาเข้ามาในเมืองไทย เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น มีความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางประสาท อาการโรคซึมเศร้าและอาการเกี่ยวกับโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับประสาทวิทยา สมาคมประสาทวิทยาเข้าใจปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดีมาตลอด ทั้งยังมีการจัดตั้งนักวิจัยขึ้นมาเพื่อเข้ามาเก็บข้อมูลและทำการวิจัยผู้ป่วยที่กำลังประสบกับปัญหานี้ เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจโรคเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้ เพราะคนไทยอยู่กับภาวะความเครียดที่สูงมาก หลายคนเจอแรงกดดันในการทำงาน รวมทั้งความเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ไหว สภาพจิตใจถูกทำร้าย ไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ หลายคนที่ไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตายได้เลย เพราะไม่อยากทนทุกข์กับปัญหามากมายในชีวิต

ด้วยสภาวะของโลกปัจจุบันคนมากมายอยู่กับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ทั้งการเรียนและการทำงาน ทุกอย่างถูกออกแบบให้สังคมมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกคนต้องการผลลัพธ์ของงาน การแข่งขันจึงทำให้ทุกคนไม่ยอมให้งานของตัวเองดูแย่ไปกว่าของคนอื่นอย่างแน่นอน ดังนั้นสมาคมประสาทวิทยาจึงไม่นิ่งเฉยที่จะเข้ามาดูแลคนไทยที่มีความเสี่ยงต่อโรคทางประสาทวิทยา ทั้งยังเป็นสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เน้นให้ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือทางการแพทย์ที่เพียบพร้อมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพียงแค่คนรวยเท่านั้นที่จะได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่สมาคมประสาทวิทยาตระหนักว่าทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ย่อมสมควรได้รับการรักษาเท่าเทียมกับคนที่มีฐานะดีกว่า เป็นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาอย่างเป็นธรรมที่สุด http://www.prasartvidnon.ac.th/news_detail.php?news_id=58&cate_id=1

ร้อยไหม

ใครอยากหน้าสวยเป๊ะเว่อร์การร้อยไหมช่วยได้ค่ะ เพราะการร้อยไหมจะช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย เก็บเหนียง ปรับรูปหน้าให้เรียว (V-Shape) และสำหรับใครที่ต้องการยกกระชับใบหน้าจริงๆ จัง แบบเป๊ะเว่อร์ๆ แนะนำให้เลือกใช้ไหมแบบมีเงี่ยง อย่างเช่นไหมปิรันย่าเลยค่ะ เพราะไหมลักษณะนี้จะช่วยเกี่ยวชั้นใต้ผิวหนังและดึงขึ้น เพื่อล็อกเนื้อเยื่อ ทำให้ยกกระชับกว่าการใช้ไหมลักษณะธรรมดากว่า 3 เท่า

นอกจากนั้นการร้อยไหมยังมีประโยชน์อีกมากมายทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ร่องแก้มตื้นขึ้น หน้าเต่งตึงเปี๊ยะ บริเวณคอ ใบหน้า หางตา หัวคิ้ว หน้าผาก ริ้วรอยเล็กๆ ใต้ตา ก็ไม่หย่อนคล้อย เห็นผลชัดเจนหลังทำทันทีหลังทำเลยค่ะ คราวนี้แหละทำให้รูปหน้า แก้ม เรียวเล็ก V-Shape คมชัดขึ้น เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ผิวพรรณก็จะแลดูสดชื่น เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และกระจ่างใสขึ้นด้วย (ชมพูมีเลือดฝาด) เพราะว่าการร้อยไหมจะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น และที่สำคัญไม่ต้องกังวลว่าจะต้องพักฟื้นหรือรักษาตัวนาน

ชนิดของเส้นไหมที่นิยมใช้ในประเทศเกาหลี มี 3 แบบ

1.เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยงหรือปุ่มหรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณ คอ หน้าผาก                               และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว

หลักการร้อยไหม ผลข้างเคียง และข้อควรระวังหลังเข้ารับการบริการ

ก่อนทำแพทย์จะทายาชาร่วมกับฉีดยาชาในบางตำแหน่งก่อนร้อยไหม หลังจากนั้น แพทย์จะนำเส้นไหมที่อยู่ตรงปลายเข็มเข้าไปยึดตามเนื้อเยื่อผิว โดยจะใช้วิธีการร้อยเรียงเส้นไหมและแพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลักในเวลาเพียง 20-40 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง เนื่องจากการร้อยไหมละลายไม่ได้เย็บไหมไว้ด้านในชั้นผิวหนัง SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) ซึ่งอยู่ลึกกว่าผิวชั้นหนังแท้ จึงไม่อาจทำให้เกิดความแข็งแรงเทียบเท่าการผ่าตัดดึงหน้า 

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหม คือ ไม่ควรทำเลเซอร์หรือหัตถการใดๆกับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรงๆในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน นอกจากนี้ อาจจะมีการเกิดผิวหนังบวมแดง หรือ ตุ่มแดงตามแนวที่ร้อยไหมได้เนื่องจากเกิดการแพ้ไหมละลาย มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออันเนื่องมาจากการใช้เข็มสอดเส้นไหมจำนวนมากเข้าไปที่ผิวหนัง เช่นเดียวกับการฉีดโบท๊อกซ์และฟิลเลอร์ และอาจทำให้เกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง หรือ ผิวหนังทั้งสองข้างยกกระชับไม่เท่ากัน อีกทั้งคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นโดยไหมละลาย อาจเป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับที่พบในแผลเป็นลักษณะคล้ายพังผืด  ใครที่อยากหน้าเรียวไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราสวยในเวลาไม่นานเลยค่ะ แถมเห็นผลชัดเจนทันทีหลังทำเลยค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องปฏิบัติและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เลือกแพทย์ที่ชำนาญ คลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติ และสวยอย่างไม่มีผลข้างเคียงนะค่ะ